วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สวนสัตว์อุบลราชธานี จัดกิจกรรมวันอนุรักษ์เสือโลก ( World Tiger Day )



          สวนสัตว์อุบลราชธานี จัดกิจกรรมวันอนุรักษ์เสือโลก(World Tiger Day) หวังกระตุ้นสังคมให้ความสำคัญต่อปัญหาการอนู่รอดของเสือโคร่ง ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์






         วันที่ 23-30 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา สวนสัตว์อุบลราชธานีและภาคีเครือข่าย หน่วยงานและสถานศึกษาร่วมกันจัดกิจกรรมวันเสือโลก เพื่อรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนให้ความสนใจและสร้างความตระหนักต่อสังคมในการอนุรักษ์เสือโคร่ง สายพันธุ์สัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ของเอเชีย โดยมีกิจกรรมการเดินรณรงค์ให้ความสำคัญต่อการรักษาป่าไม้ ถิ่นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่ง และสัตว์ป่าต่างๆ ที่เป็นแหล่งอาหารของเสือโคร่ง เกมส์ร่วมสนุกรู้จักสัตว์ตระกูลเสือ ตอบปัญหาชิงรางวัล นิทรรศการความรู้เรื่องเสือ ฯลฯ ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมสวนสัตว์ จะได้มีส่วนร่วมชมนิทรรศการและร่วมสนุกกับกิจกรรมวันเสือโลกกับสวนสัตว์อุบลราชธานีได้ในบริเวณโซนดงเจ้าป่า ส่วนแสดงเสือโคร่ง สิงโต เสือดาว/เสือดำ สัตว์ผู้ล่าที่สำคัญของป่า ตลอดช่วงการจัดกิจกรรมฯ






             วันอนุรักษ์เสือแห่งชาติ International Tiger Day หรือ วันอนุรักษ์เสือโลก (World Tiger Day)  นั่นเอง เป็นวันที่มีไว้เพื่อตระหนักในการอนุรักษ์เสือโคร่งและ เสือสายพันธุ์ต่างๆ โดยได้ถือกำหนดขึ้นจากการประชุมว่าด้วยเรื่อง เสือโคร่งที่เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ใน ค.ศ. 2010  โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้คนทั้งโลก ได้มีการปกป้องที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของเสือ และเพื่อสร้างความตระหนักของประชาชนในการบุกรุกธรรมชาติ ตลอดจนสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พันธุ์เสือ   ปัจจุบันประเทศที่เข้าร่วมการอนุรักษ์เสือโลก มีเพียง 13 ประเทศ เสือแม้จะเป็นนักล่าขนาดใหญ่ แต่ก็ล่าแต่พออิ่มไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ การที่เสืออยู่อาศัยในป่าแห่งใดก็หมายความว่าป่าแห่งนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านอาหาร ซึ่งก็คือบรรดาสัตว์ป่า และถ้ามีสัตว์ป่าต่างๆ ก็สื่อถึงมีพรรรณไม้ และพืชอันเป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์ของสัตว์เหล่านั้น การจะอนุรักษ์เสือให้อยู่คู่โลกต่อไปเริ่มง่ายๆจากการอนุรักษ์และให้ความสำคัญต่อป่า






             ปัจจุบันประชากรเสือในป่าทั่วโลกเหลืออยู่เพียง 3,200 ตัว และยังตกเป็นเป้าสำคัญของขบวนการลักลอบล่าสัตว์ แต่ปัจจัยหลักของการคุกคามประชากรเสือคือแหล่งอาหารของเสือ เช่น กวาง หมูป่า และกระทิง ลดลง ตามธรรมชาติแล้ว เสือ 1 ตัว ต้องกินกวางขนาดกลาง 1 ตัวต่อทุกสัปดาห์ในการประทังชีวิต ขณะที่ผืนป่าส่วนใหญ่ในเอเชียถูกจัดอันดับให้อยู่ในสภาพ “ป่าไร้ชีวิต” หรือสภาพของป่าที่มีแต่ต้นไม้แต่ไม่มีสัตว์ป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรเสือ ดังนั้น การต่อต้านการลักลอบล่าสัตว์จึงจำต้องพุ่งเป้าหมายไปทั้งการปกป้องเสือ และสัตว์ป่าที่เป็นเหยื่อของเสือ






อำนวย  เดชทองคำ  ศูนย์ข่าวท้องถิ่นออนไลน์  รายงาน
เรวัติ  น้อยวิจิตร  Hub Admin rewat.noyvijit@hotmail.com  081-9107445

สุพรรณบุรี เปิดค่ายพัฒนากีฬาและนันทนาการต้านภัยยาเสพติด “ กรรณสูตเกมส์ ”



              จังหวัดสุพรรณบุรี  เปิดค่ายพัฒนากีฬาและนันทนาการต้านภัยยาเสพติด “กรรณสูตเกมส์” ครั้งที่ 61 ส่งเสริมด้านศิลปะ ดนตรี การกีฬา การแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์







                 นายบุญชู  จันทร์สุพรรณ  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานพิธีค่ายพัฒนากีฬาและนันทนาการต้านภัยยาเสพติด “กรรณสูตเกมส์” ครั้งที่ 61 ประจำปีการศึกษา 2561   พร้อมกล่าวชื่นชมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการแข่งขัน และให้ความสำคัญในด้านการกีฬา  โดยนักเรียนสามารถจัดกิจกรรมนี้ได้อย่างน่าชื่นชม  และยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นทุกปี  เป็นแบบอย่างในวงการศึกษาได้เป็นอย่างดี  ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจแทนสมาชิกทุกๆคน ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของสถาบันการศึกษาแห่งนี้  การกีฬานั้นนอกจากจะส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์แล้ว  ยังทำให้เกิดการพัฒนาความสามารถเป็นนักกีฬาชั้นแนวหน้า  ตรงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรี   ทั้งยังเป็นตัวแทนของประเทศได้ในโอกาสต่อไปอีกด้วย ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรี  มีการแข่งขันกีฬา ทั้งระดับประเทศและระดับโลก  ประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีการแข่งขันกีฬากันอย่างมาก  เยาวชนไทยหลายคน  มีโอกาสไปแข่งขันสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ขอให้นักกีฬาทุกคนมีน้ำใจนักกีฬา  ร่วมกิจกรรมและเข้าร่วมการแข่งขันอย่างมีความสุข  เพราะเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนจัดให้อย่างยิ่งใหญ่  สมคุณค่าของสถาบันที่มีอายุถึง  120  ปี  และขอให้การแข่งขัน บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ





              นายราชันย์ ทิพเนตร ผู้อำนวยการโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการระหว่างการแข่งขันกีฬาและการให้ความรู้ด้านวิชาการควบคู่กันไป ใช้ชื่อว่า ค่ายพัฒนากีฬาและนันทนาการต้านภัยยาเสพติด “กรรณสูตเกมส์” ครั้งที่ 61 (Sport and Recreation Drug free Camp) โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ เพื่อให้นักเรียนมีความรัก ความสามัคคี ได้เรียนรู้องค์ประกอบการบริหารจัดการด้านสุขศึกษา พลศึกษาและนันทนาการ มีทักษะการฝึกปฏิบัติทุกมิติแห่งการเป็นผู้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา และเป็นผู้จัดการที่ดี แสดงออกถึงความรัก ความภาคภูมิใจในสถานศึกษา การทำงานเป็นหมู่คณะ การประสานประโยชน์ ส่งเสริมด้านศิลปะ ดนตรี การกีฬา การแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นการประกาศเกียรติคุณการใช้เวลาว่างในการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพให้ห่างไกลยาเสพติด สนองยุทธศาสตร์จังหวัดสุพรรณบุรี ด้านกีฬา เชิดชูศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียงระดับประเทศและนานาชาติ สนับสนุน ส่งเสริมโครงการ To Be Number One และเยาวชนคนดีศรีสุพรรณอย่างต่อเนื่อง และสนองนโยบาย A.S.K. คือ A : Attitude การมีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่บวก  K : Knowledge มีความรู้อย่างลึกซึ้ง พึ่งตนเองได้ S : Skills มีทักษะความสามารถสิ่งที่นักเรียนรักและชอบ ประกอบกับปีการศึกษา 2561 วาระครบ 120 ปี กรรณสูตศึกษาลัย ปีทองของต้นฉบับและแบบอย่าง
ในการจัดการแข่งขันกีฬา “กรรณสูตเกมส์” ประกอบด้วย คณะสี 4 คณะสี ดังนี้
1.   คณะขุนแผน  สีฟ้า
2.   คณะขุนไกร  สีแดง
3.   คณะพลายชุมพล สีม่วง
4.   คณะยมราช  สีเขียว





              โดยมีการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ดังนี้ กีฬาวอลเล่ย์บอล เปตอง บาสเก็ตบอล ฟุตบอล เทเบิลเทนนิส เซปัคตะกร้อ แบดมินตัน ฟุตซอล กรีฑาและกีฬาพื้นบ้าน  รวม กองเชียร์และนักกีฬาทั้งสิ้น 2,901 คน  โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วนจากนักเรียน คณะครู บุคลากร และผู้ปกครองทุกท่านเป็นอย่างดียิ่ง   ทั้งนี้ ขอบคุณ นาย วราวุธ ศิลปอาชา นายกสมาคมกีฬาประจำจังหวัดสุพรรณบุรี /จังหวัดสุพรรณบุรี /สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตสุพรรณบุรี  โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี กองกำกับการตำรวจภูธรเมืองสุพรรณบุรี เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี สมาคมกีฬาประจำจังหวัดสุพรรณบุรี แขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด บริษัท คอมอาร์ตโปรดักชั่น จำกัด โดยคุณศุภวัฒน์ จงเสรี /สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดสุพรรณบุรี /ศูนย์ข่าวเดลินิวส์ ภาคตะวันตก/ หนังสือพิมพ์ฅนสุพรรณ และสื่อมวลชนช่อง 3,5,7,9 สุพรรณบุรี


 


 เกรียงไกร ก่อเกียรติตระกูล บรรณาธิการข่าว 
เรวัติ น้อยวิจิตร Hub Admin rewat.noyvijit@hotmail.com 081-9107445

สุพรรณบุรี อบจ.อบรมเครือข่ายกู้ภัยทางน้ำเตรียมพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย



           ที่บึงบ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายก อบจ.สุพรรณบุรี ประธานเปิดการฝึกอบรมเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายด้านการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทางน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครและจิตอาสา เพื่อเป็นการบูรณาการร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่ราบลุ่มพื้นที่เสี่ยงช่วงฤดูฝนตลอดจนเป็นเส้นทางระบายน้ำ จากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเล ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังน้ำล้นตลิ่ง ริมแม่น้ำท่าจีนเอ่อเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และพื้นที่เกษตรกรรม สถิติปี 2560 พบว่ามีพื้นที่ประสบอุทกภัย 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง อ.สองพี่น้อง อ.บางปลาม้า อ.สามชุก และ อ.เดิมบางนางบวช ซึ่งมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 38 ตำบลจำนวน 228 หมู่บ้าน 16 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบจำนวน 43,035 คน รวม 12,523 ครัวเรือน




            สำหรับการฝึกอบรมในครั้งนี้ ได้มีวิทยากรที่มีประสบการณ์สูงจากสถานีอุตุนิยมวิทยา โครงการส่งน้ำบำรุงรักษาโพธิ์พระยา ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 2 สุพรรณบุรี มาบรรยายให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติการกู้ภัยทางน้ำ โดยการให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมได้ปฏิบัติฝึกซ้อมการขับเรือและนำทีมลงเรือไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัยด้วย




 เกรียงไกร ก่อเกียรติตระกูล บรรณาธิการข่าว 
เรวัติ น้อยวิจิตร Hub Admin rewat.noyvijit@hotmail.com 081-9107445

วช.จัดใหญ่มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติปีนี้



            สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.จัดใหญ่อีกแล้ว “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ปีนี้ รวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมโดดเด่นจัดแสดงหลายร้อยผลงาน พร้อมการประชุมวิชาการกว่า 100 หัวข้อ




            ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในการแถลงข่าวจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” 2561 ระหว่างวันที่ 9-13 สิงหาคมนี้ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ว่า มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 13 เพื่อให้เป็นเวทีเชื่อมโยงการวิจัยของไทยไปสู่ผู้ใช้ประโยชน์ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับนักวิจัยโดยตรง พร้อมทั้งมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจมากกว่า 100 หัวข้อในรูปแบบต่าง ๆ  ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เช่น หัวข้อก้าวใหม่การวิจัยในโลกดิจิทัล หัวข้อใครจะได้ประโยชน์จากการพัฒนา หัวข้อท้าทายโจทย์วิจัยและนวัตกรรมพลังขับเคลื่อนประเทศไทย และหัวข้องานวิจัยเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตคนไทยให้มีชีวิตที่เป็นสุข เป็นต้น ที่สำคัญการจัดงานครั้งนี้เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวราชกูร  รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยไทย






              นอกจากนี้ ในการแถลงข่าวยังจัดให้มีช่วงเจาะข่าวเล่าเรื่อง โดยเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง โดยเฉพาะการจัดทำยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ที่มุ่งนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และพัฒนาต่อยอด อีกทั้งที่ผ่านมาผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของไทยสามารถเทียบเคียงได้กับต่างประเทศ จากการได้รับรางวัลสำคัญหลายรางวัลในระดับนานาชาติ ซึ่ง วช.จะนำสุดยอดผลงานดังกล่าวจัดแสดงภายในงานครั้งนี้ รวมทั้งผลงานวิจัยท้าท้ายไทยที่เกิดประโยชน์กับประเทศ เช่น เทคโนโลยีหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด งานวิจัยการแก้ปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือ เป็นต้น คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า งานวิจัยจะเป็นโจทย์ให้นักวิจัยและผู้ใช้ประโยชน์มีโอกาสร่วมมือกันมากขึ้น เนื่องจากมองเห็นประโยชน์จากกงานวิจัย โดยจากนี้ไปทุนสนับสนุนการวิจัยจะเน้นการขยายผลต้นแบบจากบัญชีสิ่งประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มจำนวนสิ่งประดิษฐ์ ทำให้สิ่งประดิษฐ์ได้มาตรฐาน และปลอดภัย อีกทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายจะมอบทรัพย์สินทางปัญญาให้กับนักวิจัยด้วย โดยการจัดงานปีนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงาน วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 น.





              สำหรับ MASCOT หรือสัญลักษณ์ของงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติปีนี้ ชื่อ INNO MAN สื่อความหมายถึงตัวแทนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดงาน และได้มีการมอบรางวัลการประกวดออกแบบและตั้งชื่อระหว่างการแถลงข่าวด้วย


 


จำนงค์ ศรัณยพิพัฒน์  ผู้สื่อข่าวอาวุโส
เรวัติ  น้อยวิจิตร  Hub Admin rewat.noyvijit@hotmail.com  081-9107445

อนุฝึกอบรมสมาคมนักวิจัยฯ พัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่



            สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายฝึกอบรมฯ ร่วมพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ เตรียมพร้อมสร้างนักวิจัยคุณภาพในอนาคต




              ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ หรือ ลูกไก่ ประจำปี 2561 มีทั้งหมด 3 รุ่น คือ รุ่นที่ 12, 13 และ 14 ขณะนี้อยู่ระหว่างการอบรมรุ่นที่ 14 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายของปีงบประมาณ  ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์ จนถึงวันที่ 3 สิงหาคมนี้ โดยมีผู้สนใจร่วมอบรม 69 คน ส่วนการอบรม 2 รุ่นที่ผ่านมาก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมนักวิจัยฯ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จัดโดยคณะอนุกรรมการฝ่ายฝึกอบรมของสมาคมฯ เพื่อพัฒนานักวิจัยให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพ เนื่องจากที่ผ่านมา วช.ได้พัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมวิทยากรหลักสูตรการพัฒนานักวิจัย หรือแม่ไก่  เพื่อใช้ในการฝึกอบรมนักวิชาการ นักวิจัย ตลอดจนบุคลากรจากภาคส่วนอื่น ๆ ที่เหมาะสม ซึ่งสรรหาและคัดเลือกโดยมหาวิทยาลัย หน่วยงาน ที่ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ วช.ในการเข้าอบรมให้เป็นวิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถ และดำเนินการจัดฝึกอบรม เพื่อพัฒนานักวิจัย ในโครงการฝึกอบรม สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ (ลูกไก่) ร่วมกับ วช.




               การอบรมนักวิจัยรุ่นใหม่ มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ในประเด็นหัวข้อต่าง ๆ ที่สำคัญสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ เช่น ปรัชญาการวิจัยและจรรยาบรรณการวิจัย / การกำหนดโจทย์การวิจัยแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับนโยบายการวิจัยของประเทศ ตามบริบทของชุมชน และงานตามภารกิจหลัก / ฝึกปฏิบัติเขียนการทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดการสังเคราะห์วรรณกรรม / การออกแบบการวิจัย รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ การกำหนดขนาดตัวอย่างและการวิเคราะห์ข้อมูล / การออกแบบการวิจัย รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายและการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น ซึ่งช่วงเวลาระหว่างการอบรมจะมีกิจกรรมให้ผู้อบรมได้ผ่อนคลายไม่เครียดด้วย




              ทั้งนี้ คาดว่าประโยชน์ที่ได้จากโครงการอบรมฯ จะช่วยสร้างนักวิจัยให้มีความรู้และประสบการณ์ในการทำวิจัยอย่างมีระบบ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปทำวิจัย และปรับปรุงกระบวนการวิจัยที่หน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลงานวิจัยได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศมีจำนวนนักวิจัยที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น และยังเป็นการยกระดับการวิจัยของประเทศให้ผลการวิจัยตอบสนองภาคการผลิตและภาคบริการ อีกทั้งมีชิ้นงานคุณภาพสามารถใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ที่สำคัญคือ ได้นักวิจัยมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีเครือข่ายการวิจัย





จำนงค์ ศรัณยพิพัฒน์ อนุกรรมการฝ่ายฝึกอบรม 
สมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย
เรวัติ  น้อยวิจิตร  Hub Admin rewat.noyvijit@hotmail.com  081-9107445

เกษตรจังหวัดสุพรรณหนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ปลูกพืชสมุนไพรไทย สร้างรายได้เสริม


      
        นายนิมิต  วันไชยธนวงศ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี   จับมือกับ  นายไพรฑูรย์  รื่นสุข  เกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี  หนุนเกษตรปลูกพืชปลอดภัย  ลด ละ เลิก ใช้สารเคมี โดยนำพืชสมุนไพรไทย มาปลูกสร้างรายได้เสริม  
      



        นายไพฑูรย์  รื่นสุข  มอบต้นกล้า สมุนไพรไทย ที่ชุมชนบ้านดอน  ต.บ้านดอน  อ. อู่ทอง  จ.สุพรรณบุรี   แล้วมอบนโยบาย ปลูก กิน ใช้  สร้างรายได้เสริม   ช่วงว่างเว้นจากทำนา   สมุนไพรไทยเป็นพืชผัก ที่ปลูกได้ตามรั้วบ้าน  สามรถนำมาแปรรูปเป็นสารชีวภัณฑ์  ใช้ขับไล่แมลงแทนสารเคมี   ในนาข้าว มีรสขม กลิ่นฉุน  เพ็ด  ร้อน ขับไล่แมลง ศัตรูพืช ในนาข้าว  แปลงผัก   และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ไม่มีสารพิษตกค้าง
     



           ป้าเจียม  ปั้นสมคิด เกษตรกรคนแรก ๆ ในชุมชนตำบลบ้านดอน  อ.อู่ทอง  จ.สุพรรณบุรี  ที่นำพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ปลูกตามคันรั้ว  มาทดลองทำสารชีวภัณฑ์   ประกอบไปด้วย   ตะใค้หอม  มะกูด  บ่อระเพชร  วานน้ำ  พริก  ใบฉะพลู   ดีปรี  ยาสูบ  นำพืชสมุนไพรเหล่านี้มาสับรวมกัน ใช้ส่วนผสม  กากน้ำตาล ยาสูบ น้ำ 20 ลิตร ใส่ถังหมักไว้ราว 3 เดือน  ก็จะได้สารชีวภัณฑ์  

       พืชสมุนไพร แต่ละชนิดที่ป้าจียมนำมาใช้  ส่วนใหญ่ ก็จะมี  รดชาด  ขม  เพ็ด  ร้อน  และกลิ่นฉุน  นำมาฉีดพ่นในนาข้าว และแปลงผัก ที่ชาวบ้านปลูกไว้กิน กำจัดสัตรูพืช จนได้ผล  ทั้งลดต้นทุน ที่ไม่ต้องไปซื้อยาฆ่าแมลงที่มีสารตกค้าง  จนเกิดการรวมตัวจาก 5 คน เป็น 10 คน ตามกันมาเรื่อย ๆ ชาวบ้านในชุมชนบ้านดอน  ต.บ้านดอน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี  เริ่มจากจุดเล็ก ๆ จนขยายเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน  มีสมาชิกราว 80 คน

       พืชสมุนไพรไทย  นอกจากนำมาทำสารชีวภัณฑ์แล้ว  สามารถส่งขายให้กับโรงพยาบาล อู่ทอง นำไปผลิตเป็นยาสมุนไพร  ส่งขายให้กับโรงพยาบาล 8 จังหวัดในภาคกลาง
      




        เกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านดอน ได้ที่ ผู้ประสานงาน   นายชัยชนะ พุทธิมัย  086-1723450   นางดวงใจ  บุนารัมย์  081-9435276  และ ที่โรงพยาบาลอู่ทอง  อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี


 


ณัฐวุฒิ/ สุพรรณบุรี   ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุพรรณบุรี 089-9169410 ภาพ/ข่าว 
เรวัติ  น้อยวิจิตร  Hub Admin rewat.noyvijit@hotmail.com  081-9107445

อัตราค่าเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ที่ควรรู้



พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 กำหนดให้เจ้าของรถทุกคนต้องจัดทำประกันภัยภาคบังคับหรือประกันภัย พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ เพื่อเป็นหลักประกันความคุ้มครองต่อชีวิตและร่างกายของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ซึ่งรถทุกคันจะต้องมีการทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอก

เจ้าของรถสามารถติดต่อทำประกันภัย พ.ร.บ.ได้ง่ายๆ โดยการแสดงบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนาทะเบียนรถจักรยานยนต์ เพื่อขอทำประกันภัย พ.ร.บ. โดยเจ้าของรถจักรยานยนต์สามารถติดต่อหาซื้อ พ.ร.บ.ได้หลายช่องทาง ได้แก่
- ที่บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งมีสาขาให้บริการทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยประชาชนสามารถโทรสอบถามรายละเอียดที่ตั้งสาขา ได้ที่บริษัทกลางฯ Call center 1791




- หรือที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น (ที่มีสัญลักษณ์เคาร์เตอร์เซอร์วิส) ทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง
- หรือที่ตัวแทนบริษัทกลางฯ ทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนสามารถสังเกตได้จากสัญลักษณ์โลโก้ของบริษัทกลางฯ ที่ติดอยู่หน้าสำนักงานหรือจุดให้บริการของตัวแทนได้
ประชาชนสามารถทำประกันภัย พ.ร.บ.ได้ในอัตราค่าเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

ประเภทรถจักรยานยนต์และขนาดเครื่องยนต์
ส่วนบุคคล (บาท/ปี)
รถรับจ้าง (บาท/ปี)
รถที่ไม่เกิน 75 ซีซี
161.57
161.57
รถที่เกิน 75 ซี.ซี.ไม่เกิน 125 ซี.ซี.
323.14
376.64
รถที่เกิน 125 ซี.ซี. ไม่เกิน 150 ซี.ซี.
430.14
430.14
รถที่เกิน 150 ซี.ซี. ราคา
645.21
645.21

เมื่อไปซื้อประกันภัย พ.ร.บ. อย่าลืมสอบถามสิทธิประโยชน์ของประกันภัย พ.ร.บ.หรือถามความคุ้มครองทุกครั้ง
ประกันภัย พ.ร.บ.มีความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนน ให้การคุ้มครองทันทีที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารหรือบุคคลภายนอก ได้แก่ค่ารักษาพยาบาลตามการรักษาจริงไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน หรือจ่ายเป็นค่าปลงศพจำนวน 35,000 บาท ต่อคนหากเสียชีวิต ซึ่งเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยรถคันที่เกิดเหตุโดยบริษัทประกันภัยจะชดใช้ให้ภายใน 7 วัน (โดยไม่รอผลพิสูจน์ความรับผิด)
ดังนั้นอย่าลืมตรวจดูกรมธรรม์ประกันภัย พ.ร.บ.ทุกปีว่ายังมีความความคุ้มครองหรือไม่ เพื่อให้รถมีหลักประกันตามกฎหมาย เจ้าของรถทุกคนมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดทำประกันภัย พ.ร.บ.และต้องทำทุกปี หากเจ้าของรถคันใดฝ่าฝืน จะมีความผิดและ มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท รวมถึงผู้ที่นำรถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ. มาใช้ ก็จะมีความผิด มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เช่นกัน
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้ที่ประสบภัยจากรถทุกคนจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และหากไม่ทราบว่าจะไปใช้สิทธิที่ใด รวมทั้งไม่ทราบว่าจะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ผู้ประสบภัยจากรถสามารถเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลการเบิกประกันภัย พ.ร.บ.หรือคำถามเกี่ยวกับการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ได้ที่ www.rvp.co.th ซึ่งจะมีข้อมูลดังกล่าวแสดงอยู่บนหน้าเว็ปไซต์ หรือสามารถติดต่อสอบถามได้ที่บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด Call Center 1791 ตลอด 24 ชั่วโมง




บริษัทกลางฯ ให้ทุกเส้นทาง ปลอดภัยกว่าที่คุณคิด

     หรือ  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ บริษัท  กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด สาขาสุพรรณบุรี   เลขที่  222/1-2 ม.4 ถ.มาลัยแมน ต.สนามชัย อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี 72000  โทรศัพท์   0-3550-0467,  0-3550-0504, 0-3550-0792, 0-3550-0752  โทรสาร 0-3550-0752 ต่อ 179  หรือ    คุณอ้อย  ณัฐชานันท์ มีศรีธัญญโชติ  ผจก.สาขาสุพรรณบุรี บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด โทร  081-7516124 


ศูนย์ข่าวท้องถิ่นออนไลน์  รายงาน
เรวัติ  น้อยวิจิตร  Hub Admin rewat.noyvijit@hotmail.com  081-9107445